ม.หอการค้าไทยเผยผลการวิจัย PR ใช้ 9 กลยุทธ์ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์

Standard

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดผลวิจัย นางสาวกัญญารัตน์ อยู่ประเสริฐ    นักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้ทำการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกนักประชาสัมพันธ์ในไทยที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในงานสื่อมวลชนสัมพันธ์ พบว่า  ปัจจุบันการทำงานประชาสัมพันธ์ต้องมีการปรับตัวด้านการนำเสนอเนื้อหาผ่านเครื่องมือสื่อสารต่าง  ๆ ทั้งที่เป็นสื่อออนไลน์ และสื่อออฟไลน์  โดยนักประชาสัมพันธ์รู้จักปรับสภาพเนื้อหาที่ต้องการจะประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับเครื่องมือต่างทั้งที่เป็นสื่อออนไลน์ และสื่อออฟไลน์  โดยนักประชาสัมพันธ์รู้จักปรับสภาพเนื้อหาที่ต้องการจะประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับเครื่องมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น บล็อก เฟซบุ๊ก ยูทูบ และเครื่องมือใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และองค์กรจะต้องนำเสนอเนื้อหาที่ผู้รับสารต้องการ เปิดโอกาสให้ผู้รับสารมีส่วนร่วม มีการกระตุ้นให้เกิดมีการปฏิสัมพันธ์ รวมถึงสามารถสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นจากการใช้สื่อนั้น ๆ เพื่อนำมาซึ่งความสัมพันธ์อันดี

1.กลยุทธ์การผสมผสาน คือการนำสื่อเก่า และสื่อใหม่มาประยุกต์ใช้ด้วยกันเพื่อให้เหมาะกับความสนใจและการใช้สื่อของสื่อแต่ละสาย

2.กลยุทธ์ใส่ใจต่อเหตุการณ์สำคัญ คือ การที่นักประชาสัมพันธ์นำข่าวที่เกี่ยวข้องกับองค์กรมานำเสนอบนสื่อสังคมออนไลน์ในกรณีมีเหตุการณ์สำคัญ แปลก ใหม่ ใหญ่ดัง

3.กลยุทธ์การใช้ผู้มีชื่อเสียง คือ กลยุทธ์ที่นักประชาสัมพันธ์ใช้ผู้มีชื่อเสียงทั้งภายในและภายนอกองค์กรมาสร้างกระแสในสังคมออนไลน์

4.กลยุทธ์การเคลื่อนไหวให้เป็นข่าว คือ กลยุทธ์ที่นักประชาสัมพันธ์สร้างกระแสผ่านสื่อออนไลน์ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทักทาย ทำกิจกรรมหรือแสดงความคิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์

5.กลยุทธ์การสร้างการมีส่วนร่วม คือ กลยุทธิ์ที่นักประชาสัมพันธ์สร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนด้วยวิธีการนำเสนอประเด็นข่าวที่น่าสนใจในสังคม และส่งผลทางด้านอารมณ์ จนนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

6.กลยุทธ์การดึงดูดใจ คือ กลยุทธ์ที่นักประชาสัมพันธ์ ใช้ในการสร้างสัมพันธ์กับสื่อมวลชนโดยเน้นวิธีการดึงดูดด้วยวิธีต่าง ๆ ที่เป็นการให้ประโยชน์ด้านปัจจัย 4 เช่น การให้สิทธิพิเศษเหนือคนอื่น การให้ความรู้สึกคุ้มค่า เพื่อเรียกความสนใจ หรือการให้ความร่วมมือจากสื่อในการทำกิจกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์

7.กลยุทธ์การลำดับความสัมพันธ์ คือ กลยุทธ์ที่นักประชาสัมพันธ์เรียงลำดับความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสื่อมวลชน หรือแบ่งระดับความสนิทสนามระหว่างตนเองกับสื่อมวลชนเพื่อตัดสินใจเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ

8.กลยุทธ์การสร้างความเป็นส่วนตัว คือกลยุทธ์ที่นักประชาสัมพันธ์ให้ความเป็นส่วนตัวกับสื่อมวลชนในการติดต่อสื่อสาร โดยคำนึงถึงสื่อแต่ละสื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่องานของตนเองมากที่สุด โดยที่ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้

9.กลยุทธ์การเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์แบบเฉพาะเจาะจง คือ กลยุทธ์ที่นักประชาสัมพันธ์เจาะจงเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั้ง 4 ตัว คือ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และไลน์ จำแนกตามวัตถุประสงค์ที่ใช้ในงานสื่อสารมวลชนสัมพันธ์

นางสาวกัญญารัตน์ กล่าวว่า “จากผลการวิจัย พบว่า นักประชาสัมพันธ์มีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการนําสื่อสังคมออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในงานประชาสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่เห็นว่า แม้ว่าสื่อใหม่จะไม่มีบทบาทมากเท่าสื่อดั้งเดิมอย่างสื่อวิทยุโทรทัศน์หรือสิ่งพิมพ์ แต่ก็เป็นสื่อที่ขาดไม่ได้”

ทั้งนี้ ดร.สุทธนิภา ศรีไสย์  อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า “เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว เคยทำวิจัยในเรื่องใกล้เคียงกัน แต่ผลการวิจัยครั้งนั้นพบว่า นักประชาสัมพันธ์ไม่ค่อยได้ใช้สื่อออนไลน์และไม่ค่อยได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ และไม่พบกลยุทธ์ที่ซับซ้อนใดๆในงานประชาสัมพันธ์ แต่ปัจจุบันนักประชาสัมพันธ์เก่งขึ้น แวดวงอาชีพประชาสัมพันธ์มีสีสันมากขึ้น มีการแข่งขันกันสูงขึ้น ทำให้เกิดกลยุทธ์ในการใช้สื่อใหม่อย่างหลากหลาย”

ดร. สุทธนิภา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนักประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์กับสื่อมวลชนกันอย่าง แพร่หลาย โดยนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการทำการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร รวมถึงประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการขององค์กร ซึ่งมีความสอดคล้องกับกลยุทธ์การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของนักประชาสัมพันธ์ไทย ที่มีการทำประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการสร้างสัมพันธ์กับสื่อมวลชน เพื่อประชาสัมพันธ์ตราสินค้า สร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กร และสร้างความประทับใจให้กับสื่อมวลชนในระยะยาว

“ถ้าเราสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เต็มศักยภาพของมัน เราจะเห็นว่า มันมีประโยชน์ต่องานประชาสัมพันธ์มหาศาล ไม่เฉพาะงานสื่อมวลชนสัมพันธ์ อาทิ ใครใช้เฟซบุ๊กเป็น เรียกได้ว่า เราแทบจะรู้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเป้าหมาย ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมายได้เลย เราจะรู้ว่าเขาชอบทำอะไร ไม่ชอบทำอะไร รู้ว่าชอบไปไหน เช็คอินที่ไหนบ้าง ไม่ชอบอะไร ข้อมูลพวกนี้สามารถใช้ในการวางแผนประชาสัมพันธ์หรือใช้ในการจัดงานเก๋ๆของประชาสัมพันธ์ได้เลย นอกจากนี้ยังใช้ในการประเมินผลงานประชาสัมพันธ์ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เห็นได้ทันทีว่าเขาชอบหรือไม่ชอบงานของเราจากการกดไลค์และแชร์” ดร. สุทธนิภา กล่าวทิ้งท้าย

อ่านได้ที่ : – See more at: http://www.newsplus.co.th/93128#sthash.YbXgOWVL.KvPdB9iy.dpuf

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s